ฟุตบอล "ไทยพรีเมียร์ลีก 2012" เดินทางผ่านพ้นครึ่งฤดูกาลแรกหรือ "เลกแรก" ไปเรียบร้อยแล้ว
จากทั้งหมด 17 นัดของทั้ง 18 ทีม "กิเลนผยอง" เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด คือแชมป์ของครึ่งทางแรก
ผลงานอันสวยหรูที่ชนะไปถึง 12 เกมและเสมอ 5 เกมแบบที่เป็น "ทีมเดียวในลีกที่ยังไม่แพ้ใคร" ทำให้ "กิเลนผยอง" ถูกสถาปนาให้เป็น "เต็งแชมป์" แบบไม่มีใครทัดทาน
ต้องยอมรับว่าผลงานในเลกแรกของ เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด ยอดเยี่ยมมาก พวกเขาเก่งทั้งในบ้านและนอกบ้าน
"ย็อคก้า" สลาวิซ่า โยคาโนวิช มีเวลาในการทำทีมก่อนเปิดฤดูกาลเพียงไม่นาน แต่กุนซือเซอร์เบียสามารถหาสูตรผสมที่ลงตัวได้อย่างน่าทึ่ง
ทีเด็ดของอดีตแชมป์ไทยพรีเมียร์ลีก 2 สมัยทีมนี้คือแนวรุกที่จัดจ้านมาก โดยเฉพาะ "มุ้ย" ธีรศิลป์ แดงดา และ "ซูเปอร์มาริโอ" มาริโอ ยูรอฟสกี้
ทั้งสองคนประสานพลังกันด้วยการช่วยซัดให้ทีมไปถึง 24 ประตู แบ่งเป็น "มุ้ย" 13 ประตูและ "โอ้" อีก 11 ตุง
นี่คือทีมที่มีเกมรุกที่ดีที่สุดของเมืองไทยตอนนี้ จาก 17 นัดแรกซัดไปแล้วถึง 39 ประตู
หาก "กิเลนผยอง" ยังฟอร์มร้อนแรงแบบนี้ก็คงไม่แปลกที่จะกลับมาคว้าแชมป์ได้อีกครั้งตามภารกิจที่พวกเขาย้ำมาตลอดว่า "รีเทิร์น ออฟ เดอะ แชมเปี้ยน"
แต่ฟุตบอลลีกคือเกมที่แข่งขันกันในระยะเวลาที่อยู่นาน ทีมที่จะเป็นแชมป์ได้คือทีมที่สามารถยืนระยะได้ดีที่สุด
แน่นอนว่าตลอดเลกแรกที่ผ่านมา เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด สามารถรักษาฟอร์มการเล่นของตัวเองได้อย่างเสมอต้นเสมอปลาย
แต่ในช่วงครึ่งฤดูกาลสุดท้าย "กิเลนผยอง" จะสามารถทำได้เหมือนเลกแรกหรือไม่ยังไม่มีใครตอบได้
ว่ากันว่าต่อให้เป็นยอดทีมขนาดไหนแต่จะต้องมีสักช่วงเวลานึงในลีกที่จะเกิดอาการ "สะดุด"
ทีมใหญ่ๆระดับโลกไม่ว่าจะเป็น แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด รีล มาดริด หรือแม้กระทั่ง บาร์เซโลน่า รวมถึงอีกสารพัดทีมต่างเคยเจอเหตุการณ์ทำนองนี้ทั้งนั้น
ที่ผ่านมาคู่แข่งแย่งแชมป์ของ "กิเลนผยอง" ทั้ง "ฉลามชล" ชลบุรี และ "ปราสาทสายฟ้า" บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เคยเจอช่วงฟอร์มดิ่งเหวมาแล้วทั้งนั้น
แล้ว เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด จะเจอช่วงฟอร์มตกจนสะดุดเมื่อไร หรือว่าพวกเขาจะแกร่งเกินกว่าที่มีช่วงเวลาที่ย่ำแย่แบบนั้น
นั่นคือสิ่งที่ยังไม่สามารถตอบได้ ทำให้ฟุตบอล "ไทยพรีเมียร์ลีก" ยังคงต้องลุ้นกันแบบสนุกต่อไปใน 17 นัดที่เหลือ
คู่แข่งสำคัญของ "กิเลนผยอง" หนีไม่พ้น "ฉลามชล" ที่จบเลกแรกด้วยการเป็นรองจ่าฝูงมีแต้มตามหลังอยู่เพียง 5 คะแนน
ชลบุรี เริ่มต้นในฤดูกาลนี้ไม่ดี โดยเฉพาะเกมเยือน 5 นัดแรกที่ชนะไม่เป็น และพวกเขาแพ้ไปแล้วถึง 3 เกมในฤดูกาลนี้
ฟอร์มการเล่นที่เอาแน่เอานอนไม่ได้คือปัญหาใหญ่ที่ "โค้ชเฮง" วิทยา เลาหกุล จะต้องรีบแก้ไขอย่างเร่งด่วน
ในเลกสอง "ฉลามชล" จะมีการปรับทัพพอสมควร เนื่องจากมีปัญหานักเตะตัวหลักมักมีอาการบาดเจ็บ รวมถึงตัวนอกที่ซื้อเข้ามาเสริมยังไม่ดีพอ
น่าสนใจว่าหาก "โค้ชเฮง" จูนทีมได้ลงตัวเมื่อไร โอกาสในการลุ้นแชมป์ของ "ฉลามชล" ก็มีไม่น้อยไปกว่าทีมอื่นๆ

เช่นเดียวกับ "แชมป์เก่า" อย่าง บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ที่ใครอย่าเพิ่งกาชื่อทิ้งออกจากสารบบลุ้นแชมป์
แม้เลกแรก "ปราสาทสายฟ้า" จะแทบไม่เหลือหลายอดีตแชมป์ 3 ถ้วยเมเจอร์ในฤดูกาลที่ผ่่านมาจนมีแต้มตามหลัง เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด ถึง 10 คะแนน แต่ทีมนี้ประมาทไม่ได้
ทีเด็ดของ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด คือนักเตะที่มีการเสริมเข้ามาในเลกสองชนิดที่ว่า เนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรออกโรงยืนยันด้วยตัวเองว่าของแท้ทั้งนั้น
ต้องยอมรับว่าคุณภาพนักเตะของขุนพล "เซาะกราว" ในเลกแรกค่อนข้างมีปัญหา ตัวจริงกับตัวสำรองขีดความสามารถห่างกันค่อนข้างเยอะ และผู้เล่นตัวนอกยังไม่ค่อยดี
การลดโควต้านักเตะต่างชาติจาก 7 ลง 5 มาเป็น 3+1 ทำให้ทีมของ "โค้ชแต๊ก" อรรถพล ปุษปาคม ซ่าไม่ออก พวกเขาจึงแก้ปัญหาด้วยการทุ่มทุนคว้าของแพงมาเสริมทัพ
น่าสนใจว่าตัวใหม่ของ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด จะดีสมราคาคุยหรือไม่ หากได้ระดับเกรดเอมาจริงๆก็เชื่อเถอะว่า "ปราสาทสายฟ้า" ยังน่าจะได้ลุ้นอยู่
แต่ถ้าตัวเสริมใหม่ไม่ได้ดีกว่าที่มีอยู่ งานนี้คงต้องกาชื่อ "แชมป์เก่า" ออกจากเส้นทางลุ้นแชมป์เร็วกว่ากำหนด
ดูแล้วคู่แข่งในการแย่งแชมป์ฤดูกาลนี้คงหนีไม่พ้น เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด, ชลบุรี และ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เท่านั้น ส่วนทีมอื่นคงสอดแทรกยาก

"มังกรไฟ" บีอีซี เทโรศาสน เหมือนจะแรงดีก็จริง แต่ดีที่สุดน่าจะแค่ได้ลุ้น "ท็อบทรี"
รายของ "บีจี" บางกอกกล๊าส ที่ทำท่าว่าจะดี แต่เล่นไปเล่นมาน่าจะลุ้นลำบากเพราะหาความแน่นอนไม่ได้ อีกทั้งเลกสองยังต้องไปเยือนมากกว่าเล่นในบ้านด้วย
นั้นคือสถานการณ์ในกลุ่มบนตารางคะแนนที่น่าจะยังลุ้นกันสนุก ส่วนท้ายตารางที่ต้องลุ้นหนีตกชั้น 3 ทีมถือว่าน่าสนใจไม่แพ้กัน
"สิงห์เหนือ" ทีทีเอ็ม เชียงใหม่ ทีมบ๊วยเป็นเต็งจ๋าแบบไม่มีใครแย่ง เพราะมีข่าววุ่นวายภายในค่อนข้างเยอะ
แต่ชัยชนะในเกมล่าสุดทำให้ ทีทีเอ็ม เชียงใหม่ ขยับแต้มเข้ามาใกล้ทีมที่อยู่ด้านบนมากขึ้นจึงเริ่มมีลุ้นอยู่รอดมากกว่าเดิม ถ้าเคลียร์ปัญหาภายในได้เร็วพวกเขาก็ยังพอได้ลุ้น
รองบ๊วยอย่าง "บิ๊กแบง" บีบีซียู น่าเป็นห่วงไม่แพ้กัน ฟอร์มยังคาดหวังลำบาก อีกทั้งต้องลุ้นว่า "บี้" ชัยณรงค์ ทาทอง จะย้ายออกจากทีมหรือเปล่า
ที่ยังอยู่ในโซนตกชั้นแต่คิดว่าน่าจะรอดคือ "ปลาทูคะนอง" เจนิฟู้ด สมุทรสงคราม ที่ได้ "น้าฉ่วย" สมชาย ชวยบุญชุ่ม กลับไปทำทีมแล้วดูมีชีวิตชีวาขึ้นมาทันที
จากที่เจอปัญหาสารพัดและน่าจะตกชั้นแน่ๆ แต่พอได้ "น้าฉ่วย" กลับมาทีมเริ่มมีฮึดไล่แต้มมาจนไม่ห่างจากโซนที่ปลอดภัยมากนัก
"ปลาทูคะนอง" ยังได้ลุ้นเบียดกับทีมอย่าง อินทรีเพื่อนตำรวจ การท่าเรือไทย รวมถึง พัทยา ยูไนเต็ด และ โอสถสภา เอ็ม-150 สระบุรี ที่แต้มหนีกันไม่มาก
ทีม "โปลิศ" ดูจะมีภาษีดีหน่อยตรงที่เลกสองพวกเขาจะได้เล่นในบ้านถึง 13 เกมทำให้ได้เปรียบทีมอื่นอยู่พอสมควร
ส่วน "สิงห์เจ้าท่า" เริ่มมีการปรับทัพได้นักเตะใหม่เข้าไปเสริมแล้ว และ "โค้ชอ้วก" วรกร วิจารณ์ณรงค์ น่าจะเข้าไปชุบชีวิตใหม่ให้ทีมได้ดีพอสมควร
แต่ "โลมาฟ้าขาว" และ "พลังเอ็ม" ดูจะยังไม่ค่อยมีการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีสักเท่าไร หากยังไม่รีบพัฒนาฟอร์มการเล่นอาจจะเกิดอาการ "งานเข้า" ก็เป็นได้
ถึงตรงนี้ทั้ง 18 ทีมยังเหลืออีก 17 นัดในครึ่งฤดูกาลหลัง มาตามลุ้นตามเชียร์กันต่อไปว่าที่สุดแล้วบทสรุปของ "ไทยพรีเมียร์ลีก 2012" ใครจะยิ้มหวานหน้าบานหรือร้องไห้น้ำตาตกใน
อะไรที่ว่าแน่ๆมันก็ไม่แน่เสียทีเดียว เกมฟุตบอลลูกกลมๆข้างในอัดลมเอาแน่เอานอนอะไรไม่ได้หรอกพี่่น้อง.......
"บับเบิ้ล"


![onion_alone *[onion_alone]](./images/smilies/onion_alone.gif)


![onion087 *[onion087]](./images/smilies/onion087.gif)

![onion078 *[onion078]](./images/smilies/onion078.gif)


![onion_ah *[onion_ah]](./images/smilies/onion_ah.gif)







